วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

ขบวนการแบ่งแยกดินแดนหวังผลอะไรจาก RSD และ Armed Conflict


ขบวนการแบ่งแยกดินแดนหวังผลอะไรจาก Right to Self Determination และ Armed Conflict โดยมีกลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่เป็นแนวร่วม เคลื่อนไหวทางการเมืองให้ขบวนการ

ทุกการเคลื่อนไหว ทุกก้าวย่างของปีกการเมืองขบวนการย่อมมีนัย และย่อมหวังผลให้เกิดขึ้นไม่วันนี้ก็วันหน้า ไฉน!! ด้วยเหตุผลกลใดคนกลุ่มนี้ถึงคิดการใหญ่มองไกลไปถึงการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเป็นเอกราช ก่อกำเนิดประเทศใหม่ขึ้นมาบนแผนที่โลก...
เพราะความทะเยอทะยานกระมัง!! หรือเป็นเพราะสันดานของมนุษย์กลุ่มคนที่เลี้ยงไม่เชื่อง กินบนเรือนขี้รดหลังคา ไม่เคยสำนึกบุญคุณแผ่นดินเกิด ตอนเชื้อไฟใต้ปะทุครั้งแรกกลุ่มคนเหล่านี้อายุเท่าไหร่กัน...บางคนยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย มาวันนี้กลับเหิมเกริมคิดการใหญ่
เพราะ...เป็นแบบนี้ ผู้เขียนอยากจะแชร์พฤติกรรมเลวของคนส่วนน้อยที่อาศัยสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จชต. อยากให้คนในชาติได้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายของความกระหายอยากแยกตัวเป็นเอกราชจนตัวสั่น แต่พี่น้องร่วมชาตินี่แหละ!! จะเป็นพลังเมื่อเรารู้เท่าทันจะพาชาติรอด เมื่อรู้แล้วขอได้โปรดเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนๆ ให้รับรู้เหมือนที่เรารู้ อย่าเก็บไว้อ่านคนเดียว รู้อยู่คนเดียว ไร้ประโยชน์มิเกิดผลใดๆ และที่สำคัญอย่าให้คนใดคนหนึ่งต้องต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและลำพัง
หากท่านสู้ร่วมกันแชร์ไปเถอะเพื่อท่านจะได้มีเพื่อนร่วมต่อสู้ ท่านจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ถ้าไม่ใส่ใจอะไรก็ชั่ง ไม่ใช่เรื่องหรือปัญหาของกู สักวันหนึ่งเราจะไม่มีแม้แต่ผืนแผ่นดินที่จะอยู่....
โปรดสังเกตพฤติกรรมหรือสันดานของกลุ่มนักศึกษาที่ชื่อว่า PerMAS ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มักหยิบยกคำว่า Self Determination มาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้ใช้สิทธินี้ ซึ่งน่าแปลกใจที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS รู้ซึ่งถึงความหมายหรือแกล้งไม่รู้ แต่กลับพูดไม่หมด พยายามหยิบยกกฎบัติสหประชาชาติเพียงบางข้อมาทำการเคลื่อนไหว
ความพยายามในการสื่อสารไปยังองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มโจร มีการกล่าวหารัฐสร้างเงื่อนไข เพียงเพื่อให้เข้าเงื่อนไขเสมือนหนึ่งเป็นการบ่อนทำลายชาติถึงขั้นกบฏต่อแผ่นดิน
ดังนั้นขอเอาความรู้เรื่องนี้มาให้พี่น้องชาวไทยได้รับรู้บ้างเพราะการรู้เท่าทันคือทางรอดของแผ่นดิน
• Year book (รายงานประจำปี) ค.ศ.2013 ของต่างประเทศ บอกว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าข่ายเป็น Armed Conflict (ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ)
รัฐบาลไทยบอกสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นปัญหาภายในไม่เข้าข่าย Armed Confrict (ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ)
ที่ผ่านมากาชาดสากลก็พยายามเข้ามาขอตั้งสำนักงานถาวรในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็น Armed Conflict แต่เราบอกว่า ไม่ใช่!! จึงเข้ามาตั้งสำนักงานถาวรไม่ได้ เข้ามาได้แค่เป็นครั้งคราว
ถ้ายอมให้กาชาดสากลเข้ามาตั้งสำนักงานถาวร ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ? (ในความเป็นจริง ขณะนี้เข้ามาตั้งแล้ว แบบขอชั่วคราวแต่ไม่ยอมกลับ) (เงินทุนมหาศาล)

แต่ถ้าหากขับเคลื่อนการบริหาร 3 จชต.เข้าสู่การกำหนดนโยบายของตนเอง (Right to Self Determination) ใครจะรับรองว่าไม่มีความขัดแย้งขึ้นอีก? ในที่สุดรัฐบาลต้องรัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาด้วยการปราบปราม เช่น ทุกวันนี้
อำนาจที่เติมเต็มให้กับการกำหนดนโยบายของตนเอง ปัตตานีย่อมมีสิทธิที่จะอ้างการปราบปรามความไม่สงบของรัฐบาลนั้นเป็น Armed Conflict (การต่อสู้ทางอาวุธเช่นทุกวันนี้) และก็เป็นสิทธิที่จะโหวตให้ UN. ส่งกำลังเข้ามาได้เช่นกัน
ในการพูดคุยกับ BRN.จะได้ยินคำกล่าวหาที่ BRN.ยัดเยียดให้ไทยว่าเป็น สยามนักล่าอาณานิคม
การที่เรียกไทยว่า สยามนักล่าอาณานิคมเป็น ภาษาประดิษฐ์ที่ประดิษฐ์มาใช้เพื่อเป็นองค์ประกอบในการอ้างต่อ UN. ในการกำหนดเจตน์จำนงของตัวเอง และก้าวไปสู่แยกตัวเองไปเป็นประเทศอิสระต่อไป
**เรียนรู้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการขัดกันทางอาวุธ [Armed Conflict]
ส่วนที่ 1 การให้คำนิยามทางกฎหมายของการขัดกันทางอาวุธ และ ปัญหาในการจำแนกประเภทของการขัดแย้งกันในรูปแบบใหม่
การสู้รบตามมาตรา 1 แห่งพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 แม้เกิดขึ้นภายในประเทศ
การรับเอาพิธีสารเพิ่มเติม 1977 ฉบับที่ 1 โดยข้อบทนี้ได้ขยายขอบเขตและประเภทของความขัดแย้งให้ถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการขัดกันทางอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ ซึ่งหากเป็นการสู้รบตามความหมายของมาตรา 1 แห่งพิธีสารเพิ่มเติม 1977 ฉบับที่ 1 ที่ถือว่าเป็นการการขัดกันทางอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศนั้น แม้ว่าการสู้รบดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายในอาณาเขตของดินแดนในประเทศเดียวกันก็ตาม
พิธีสารเพิ่มเติม 1977 ฉบับที่ 1 มาตรา 1 (4) บัญญัติว่า
 สถานการณ์ที่อ้างถือในวรรคก่อนนั้นรวมถึงกรณีพิพาททางอาวุธ (Arm Conflict=ผู้เรียบเรียง) ซึ่งประชาชนต่อสู้กับการปกครองแบบอาณานิคม และการยึดครองของต่างชาติ และระบอบการเหยียดผิว เพื่อการใช้สิทธิการกำหนดใจของตนเองทั้งหลายตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิญญาว่าด้วยหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันท์มิตร และ ความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆตามกฎบัตรสหประชาชาติ

ดังนั้น การสู้รบที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามข้อบทข้างต้น ถือว่าเป็นการขัดกันทางอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศโดยจะต้องเป็นการสู้รบดังกล่าวนั้น จะต้องมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
 1) เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากการเป็นอาณานิคม (Colonial domination)
 2) เพื่อต่อต้านการยึดครองหรือการปกครองจากชาวต่างชาติ (Alien Occouation)
 3) เพื่อกำหนดเจตน์จำนงของตัวเอง (Self-determine)
 4) ต่อสู้เพื่อเชื้อชาติ เช่นการต่อสู้ต่อการเหยียดผิว (against racist regimes)
 ซึ่งหากเป็นการสู้รบที่มีวัตถุประสงค์ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศเดียวกันก็ตาม ตามพิธีสารเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 ถือว่าเป็นการสู้รบระหว่างประเทศตามความหมายของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการขัดกันทางอาวุธมีลักษณะระหว่างประเทศด้วย
ดังนั้น
 1. ข้อหา สยามนักล่าอาณานิคมที่ไทยถูกยัดเยียดให้โดยแกนนำกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 2. การขอตัดสินใจในอนาคตของตนเอง (Self Determination) โดยภาพที่บริสุทธิ์ของกลุ่มนักศึกษา PerMAS เป็นผู้เรียกร้อง (ฉากหน้า)
เมื่อได้แล้วอาจจะสงบอยู่ระยะหนึ่ง (และจะมีการสู้รบกันอย่างมากในต่อไป)
 3. ความขัดแย้ง หรือ การสู้รบทางอาวุธ (Arm Conflict) ที่รอวันอุบัติขึ้นหลังจากได้ Self Determination เป็นเรื่องไม่ยากที่จะเกิด
 เมื่อถึงพร้อมใจ 3 ข้อ เป็นที่ประจักษ์ นั่นคือการแยกตัวออกจากไทยมีสหประชาชาติเข้ามาเป็นคนกลางจัดการให้ โดยอาศัยความไร้เดียงสาของกลุ่มนักศึกษา PerMAS เป็นตัวแสดงแทน
ถึงอย่างนี้แล้ว เราจะปล่อยให้มีการขับเคลื่อน แนวความคิดกำหนดใจตนเอง หรือ RSD ได้อีกหรือ ตาสว่างกันเสียทีว่าเรากำลังถูกขบวนการแบ่งแยกดินแดน กัดกินทรัพยากรอันมีค่าของเราไป นั่นคือนักเรียน นักศึกษา เพราะกลุ่มขบวนการใช้วิธีปลูกฝังเด็กนักเรียนตั้งแต่ตาดีกาจนถึงระดับมหาลัย จริงๆแล้วก็ไม่ทุกคน ไม่ใช่ทุกโรงเรียน แต่เป็นกลุ่มก้อนหนึ่งที่สามารถกระจาย และถ่ายทอดแนวความคิดไปได้อย่างแพร่หลาย จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จากภายในสู่ภายนอก และทำลายชาติจากภายนอกสู่ภายใน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น